วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

01 ความเคารพ-รัก-ศรัทธา ที่มีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย

ความเคารพ-รัก-ศรัทธา ที่มีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย
ข้าพเจ้าชื่อนางสาววรปรียา อุทัยเสวก ปัจจุบันอายุ33 ปี กำลังศึกษาปริญญาโท สาขาการสอนภาษาจีน มหาวิทยาลัยยูนาน นอร์มอล ณ เมืองคุนหมิง ประเทศจีน
เริ่มต้นจากข่าวร้าย ทำให้ไม่ชอบวัด
ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักวัดพระธรรมกายตั้งแต่เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่๓ ปีพ.ศ. ๒๕๔๒ รู้จักวัดนี้ผ่านกระแสข่าวตามช่องทีวีต่างๆ โดยเฉพาะช่อง ไอทีวี ในสมัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของช่องนี้เลยก็ว่าได้ เพราะกระแสข่าววัดนี้ที่ดังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานข้ามปี ส่วนใหญ่แล้วเป็นข่าวเสียหายของวัดพระธรรมกายและเจ้าอาวาสวัดนี้ จากการฟังข่าวทุกวันต่อเนื่องก็เกิดความเชื่อมั่นว่าวัดนี้กระทำความผิดจริงตามที่สื่อต่างๆได้ออกข่าว แม้กระทั้งเพื่อนที่สนิทกันมานานมาทำบุญที่วัดนี้กับครอบครัว ข้าพเจ้าก็ยังตักเตือนเพื่อนว่าอย่าไปเลยวัดนี้เดี๋ยวโดนหลอก หลังจากที่ข่าววัดเริ่มเงียบไปก็ไม่ได้สนใจติดตามหรือคิดว่าลองมาวัดนี้ดูเลยวแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเชื่อสนิทใจว่าวัดนี้ไม่ดีจริงๆตามข่าว  ไม่ใช่เพียงข้าพเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่คิดแบบนี้ แม่ น้องสาวและหมู่ญาติทุกๆคนก็มีความเชื่อเช่นนี้ แบบไม่เคยมาพิสูจน์เช่นกัน โดยปกติที่บ้านของข้าพเจ้าจะไปทำบุญกันเกือบทุกสัปดาห์แต่จะไปในสายของวัดป่า ไม่ค่อยได้ไปวัดในเมืองคงจะคล้ายๆใครหลายๆคนที่คิดว่าทำบุญกับพระสายวัดป่าน่าจะได้บุญมากกว่า เพราะดูท่านปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย ยิ่งมีข่าววัดพระธรรมกายซึ่งเป็นวัดในเมืองดูใหญ่โต ไม่สมถะเหมือนวัดป่า ยิ่งทำให้ไม่เคยคิดที่จะมาวัดนี้เลย  
เปลี่ยนจุด เมื่อพบจุดเปลี่ยนคือชมรมพุทธฯ
จนเมื่อข้าพเจ้าเรียนสอบเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาได้ ในช่วงปี ๑ เทอม๑ นอกจากจะมีกิจกรรมรับน้องแล้วก็ยังมีโครงการเปิดโลกกิจกรรม เพื่อให้ชมรมที่ทำกิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัย ได้มานำเสนอกิจกรรมและชักชวนน้องใหม่เข้าชมรม ข้าพเจ้าสมัครไปทั้งหมด ๑๓ ชมรม ยกเว้นชมรมพุทธศาสตร์ เพื่อดูเป็นชมรมที่คร่ำครึ น่ากลัว เงียบสงบเกินไป เพราะวัยนักศึกษาต้องทำกิจกรรมที่สนุกสนาน ไปพัฒนาชุมชน ได้ทำอะไรที่ท้าทายความสามารถ ตามอุดมการณ์ของข้าพเจ้าในยุคนั้น เมื่อถึงเวลางานใกล้เลิก ข้าพก็ได้เดินผ่านซุ้มของพี่ๆชมรมพุทธศาสตร์ ก็พยายามจะรีบเดินผ่านเพราะกลัวพี่ๆเค้าชวน แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะในกลุ่มพี่ๆเหล่านั้นรุ่นพี่ในคณะวิทย์หลายคนเป็นคณะกรรมการชมรมและที่สำคัญที่สุดคือมีพี่เถา(พี่รหัส) ชั้นปี ๔ อยู่ด้วย พี่คนนั้นเลยชวนสมัครเข้าชมรม ใจจริงก็ไม่ได้ตั้งใจสมัครตั้งแต่แรกอยู่แล้วแต่เพราะความเกรงใจรุ่นพี่ในตอนนั้นจึงจำใจสมัครไป จำได้ว่าจ่ายเงินไป ๕หรือ๑๐ นี่แหละพร้อมรับของที่ระลึก ๑ ชิ้น
ความประทับใจแรก คือ มิตรภาพอันบริสุทธิ์
ความประทับใจครั้งแรกคือ ทำไมพี่ๆกลุ่มนี้ดูหน้าตาสดใส ยิ้มให้เราแบบเป็นมิตร พูดจาอ่อนหวานสุภาพ  แถมไหว้รุ่นน้องก่อนอีกต่างหาก ซึ่งตกใจมาก หลังจากที่สมัครเสร็จแล้วก็ไม่เคยคิดจะไปชมรมพุทธเลย แต่อีก ๑๓ ชมรมก่อนหน้าที่เข้าร่วมแทบทุกกิจกรรม เช่น ความฝันสัญจร จิตอาสา แบทมินตัน ฯลฯ การได้เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมต่างๆมีทั้งประทับใจและไม่ประทับใจ อาจจะเนื่องจากความไม่ค่อยปลอดลภัย ในสถานที่ที่ไปจัดกิจกรรม รุ่นพี่บางคนก็กินเหล้าสูบบุหรี่ พูดคำหยาบเป็นปกติ ซึ่งข้าพเจ้าไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่ ส่วนพี่ๆชมรมพุทธศาสตร์ ในช่วงนั้น ก็ดูเหมือนจะมีกิจกรรมหลักๆอยู่ไม่มีอย่าง เช่น สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น  ตักบาตรทุกวันพฤหัสบดี ปล่อยปลา ด้วยความที่ข้าพเจ้าเป็นคนที่สนใจการทำบุญอยู่แล้ว จึงชอบที่จะไปร่วมงานตักบาตรประจำสัปดาห์กับพี่ๆชมรมพุทธฯ ทุกวันพฤหัสบดี แต่ก็ไปในฐานะผู้ร่วมงานเท่านั้นไม่เคยไปช่วยพี่เค้าทำอะไรเลยในฐานะสมาชิกชมรม แต่ในช่วงนั้นก็มีเพื่อนๆหลายคนในคณะวิทย์ เข้าชมรมพุทธฯอย่างต่อเนื่องและเล่าเรื่องราวดีๆ ให้ข้าพเจ้าฟัง แต่ก็ยังไม่มาอยู่ดี
กิจกรรมแรกที่ประทับใจ ที่เป็นไปเพื่อเยาวชน
จนถึงช่วงปลายเทอม ๒ พี่ชมรมได้ชวนเข้าร่วมกิจกรรม supervisor คือผู้นำข้อสอบโครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า ไปให้น้องๆในจังหวัดต่างๆได้สอบธรรมะกัน ข้าพเจ้าจริงๆก็เหมือนโดนหรอกมาสมัครเข้าโครงการนี้เพราะความไม่รู้เรื่องอะไรมาก แต่พอได้มาฟังพี่ๆเค้าจัดสัมมนาการทำหน้าที่ ได้ดูประมวลภาพ ก็ประทับใจมากๆ จึงลงสมัครไปทำหน้าที่ที่จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเพื่อนอีก ๒ คน แต่ก่อนที่เราจะไปทำหน้าที่ได้นั่น ทุกคนต้องมาอบรมที่วัดพระธรรมกาย ๒ วัน พอถึงวันที่มาอบรมพี่ๆชมรมก็บอกแต่เพียงว่ามาอบรมที่ชมรมพุทธศาสตร์สากล ซึ่งข้าพเจ้าก็ขอบอกตามตรงว่าไม่รู้อะไรเลยจริงๆว่าชมรมพุทธศาตร์สากล อยู่ที่ไหน ที่สำคัญไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่วัดพระธรรมกาย จนกระทั่งมาถึงที่วัดพระธรรมกายแล้วก็ยังไม่ทราบอะไรเลย การวอบรมมีศ-ส-อา ค่ำวันศุกร์เมื่อเดินทางมาถึงวัดก็ได้มาพบเจอวเพื่อนๆต่างสถาบันมากมาย น่าจะมากกว่า ๕๐ สถาบันทั่วประเทศ รู้สึกประทับใจมากๆที่โครงการนี้สามารถชักชวนนักศึกษาที่มีอุดมการณ์ทำความดี มารวมกันได้ กว่า ๒๐๐๐ คน ซึ่งเกิดมาก็ไม่เคยร่วมกิจกรรมอะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน พอเช้าวันเสาร์ ได้ฟังโอวาทจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโว ก็ประทับใจในธรรมะของท่านเป็นอย่างมาก เพราะเป็นธรรมะที่เข้าใจง่าย สามารถเอาไปใช้ได้เลยไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่มีความซับซ้อน
เพราะเพื่อนไม่ชอบวัด เกือบถึงจุดพลิกผัน
ในกลางวันช่วงทานอาหาร ก็มีเพื่อนในสถาบันที่ไม่ชอบวัดนี้ มาบอกเราว่ารู้มั้ยว่าพวกเราโดนหลอกมาวัดพระธรรมกาย ตอนนั้นมีหลายคนรวมตัวกันเพื่อจะกลับและไม่อยากเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว เพราะรู้สึกว่าตัวเองโดนหลอกและไม่ชอบวัดนี้อยู่แล้ว แต่ก็กลับไม่ได้เพราะวัดนี้ใหญ่โตมากกลับไม่ถูก และไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนของจ.ปทุมธานี จึงต้องอดทนอยู่ต่อไป และในวันนี้เองช่วงรอบค่ำ ทีมจัดงานได้พาน้องๆ นักศึกษาทุกคนเข้าโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งผู้ที่ลงเทศน์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เนื่องจากมีนักศึกษาจำนวนมากกว่า ๒๐๐๐ คน ทำให้เราได้ไปนั่งอยู่ท้ายห้องแล้วมองผ่านจอ ตอนนั้นในใจไม่อยากฟัง อยากแต่จะกลับเพราะกลัวโดนวัดนี้หรอก เมื่อทนๆฟังไปสักระยะก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความอ่อนโอน คำพูดที่สุภาพ และเนื้อหาธรรมะที่ฟังสบายๆ แม้ไม่ค่อยเข้าใจนัก ในห้องนั้นมีคนมากมายหลักพันคนแต่บรรยากาศสงบเงียบ เคารพในการฟังธรรมมาก ไม่มีเสียงพูดคคุยกัน ไม่นั่งเล่นกัน หรือเดินไปเดินมา ซึ่งดูต่างจากวัดแถวบ้านที่เราเคยเห็นทั่วไป ขณะพระเทศน์โยมก็จะคุยแข่งกับพระไม่ค่อยให้ความเคารพเท่าที่ควร แต่ในใจก็ใช่ว่าจะยอมรับสิ่งดีๆของวัดนี้นะคะเพราะอคติที่สั่งสมมาหลายปี ในวันนั้นแม้ข้าพเจ้าได้เห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยตัวจริงๆ ได้เห็นรอยยิ้มที่ดูมีเมตตามาก แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมท่านต้องใส่แว่นตาดำ ซึ่งไม่เคยเห็นพระทั่วไปใส่แว่นแบบนี้ สำหรับ ๒ วันที่วัดนี้ในใจมีทั้งด้านบวกและลบตลอดเวลา
 
สุขใจประทับใจในงานที่ทำครั้งแรกในชีวิต
จนเมื่อข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่นำข้อสอบธรรมะทางก้าวหน้าไปให้เด็กได้สอบกันแล้ว ขอบอกตรงๆ ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่ประทับใจที่สุดและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้มากขนาดนี้ กิจกรรมนี้ได้ฝึกข้าพเจ้าในหลายๆด้าน ทั้งการวางแผน การประสานงาน การผจญภัย มิตรภาพระหว่างเพื่อน และการทำความรู้จักคนใหม่ๆ ที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย หลังจากจบกิจกรรมน้าก็ได้รู้จักรุ่นพี่ในชมรมพุทธฯมากขึ้น พี่ๆได้ชักชวนมาร่วมกิจกรรมต่างๆของชมรม มาทุกครั้งก็รู้สึกประทับใจและมีความสุขมาก จนรู้สึกว่าชมรมพุทธฯเสมือนบ้านหลังที่ ๒ ของเราเลย เพราะพี่ๆ อยู่กันแบบพี่แบบน้อง มีน้ำใจให้กันช่วยเหลือกันด้วยความจริงใจ ซึ่งหายากมากๆ ในสังคมทั่วไป
คำถามที่รอคำตอบ
จนเมื่อได้มีพระอาจารย์จากวัดพระธรรมกายเดินทางไปเทศน์ที่ชมรม ข้าพเจ้าเองได้ฟังอยู่หลายครั้ง ก็ประทับใจทุกครั้ง จนทำให้เกิดคำถามกับตัวเองขึ้นมา๒คำถามว่า
๑.      ถ้าวัดพระธรรมกายไม่ดี ทำไมพี่ชมรมพุทธฯเค้าถึงเป็นคนดี นิสัยดี มารยาทเรียบร้อย น่ารัก แต่งกายสุภาพตามกฎมหาลัย เรียนก็เก่ง กิจกรรมก็เก่ง ครูอาจารย์ก็รัก
๒.     ถ้าวัดพระธรรมกายไม่ดี หลวงพ่อเจ้าอาวาสไม่ดี แล้วทำไมถึงมีพระภิกษุมากมายตัดสินใจมาบวชแบบอุทิศชีวิตที่นี่มากมายขนาดนี้ ทุกรูปล้วนมีการศึกษาขั้นต่ำคือ ปริญญาตรี แถมยังมีป.โท ป.เอก ของสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคณะวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ บัญชี สัตวแพทย์ แถมยังมีเรียนจบสายแพทย์ก็ไม่น้อย คณะเหล่านี้ล้วนต้องเป็นเหตุเป็นผลน่าเชื่อถือทั้งสิ้น ไม่ได้เชื่อตามอารมณ์หรือความชอบเพียงอย่างเดียว พระกลุ่มนี้เป็นระดับปัญญาชนของชาติทั้งนั้น แต่ทำไมเรียนจบแล้วถึงตัดสินใจออกบวช รวมถึงพี่ๆบัณฑิตชมรมผู้ชายหลายคนก็ตัดสินใจมาบวชวัดนี้  คงไม่ใช่เพราะหางานทำไม่ได้หรือชีวิตไม่มีทางไปอย่างแน่นอน เพราะจากที่ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมะจากท่านเหล่านี้ ก็รู้เลยว่าพวกท่านฉลาดมากๆ ฉลาดกว่าข้าพเจ้ามากมายนัก ท่านมีความคิดเป็นเหตุเป็นผล ตามความเป็นจริงไม่ใช่โลกสวย แล้วอะไรคือสาเหตุที่ท่านออกบวชแบบทิ้งชีวิตทางโลก ถ้าจะบอกว่าท่านเหล่านี้โดนหลอกมาบวช ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ เพราะใครจะเก่งถึงขั้นหลอกให้ระดับปัญญาชนของชาติมาบวชได้เป็นหลักหลายๆพันรูปได้อย่างยาวนานขนาดนี้ และจากที่ข้าพเจ้าได้มาวัดพระธรรมกาย ก็ทราบว่าวัดนี้ไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่คนภายนอกคิดกัน แล้วอะไร???? คือสาเหตุของการตัดสินใจของพระภิกษุเหล่านี้
นี่คือคำถามที่อยู่ในใจมาตลอดหลายเดือน และไม่ทราบจะถามใครและก็ไม่กล้าที่จะถามใครด้วย เพราะพี่ๆ รวมถึงพระอาจารย์ไม่มีใครทราบมาก่อนว่าข้าพเจ้าไม่ชอบวัดนี้
          ธรรมทายาทหญิงคำตอบ ที่เฝ้ารอคำถาม
จนเข้าปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ทางวัดมีโครงการอบรมธรรมทายาทชายและหญิง ซึ่งเป็นโครงการปฏิบัติธรรมระยะยาว ประมาณ ๔๕ วัน ผู้ชายได้บวช ผู้หญิงได้รักษาศีล ๘ ทุกวัน  พระอาจารย์และพี่ได้ชักชวนข้าพเจ้าทุกวัน แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ตัดสินใจสมัคร เพราะกลัวโดนวัดนี้ล้างสมอง ถ้าเรื่องการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าไปวัดไหนก็ได้เพราะก็ไปเป็นประจำอยู่แล้ว แต่มีอยู่เหตุผลนึงที่พี่ชมรมที่ผ่านการอบรมมาแล้วพูดว่า เมื่อผานการอบรมแล้วเราจะได้เป็นผู้หญิง ๒๐๐ % ซึ่งฟังแล้วงงมาก ว่าแปลว่าอะไร พี่เค้าบอกว่า เราจะได้ ๑๐๐ % ทางโลก ๑๐๐%ทางธรรม โครงการนี้นอกจากนั่งสมาธิสวดมนต์แล้ว ยังสอนเรื่องต่างๆที่ผู้หญิงควรรู้เช่น การกวาดถูบ้าน การซักผ้า การล้างห้องน้ำ การพับผ้า การรับประทานอาหาร การเข้าสังคมแบบไม่ต้องอายใคร และอื่นๆอีกมากมาย ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีที่ไหนสอนเรื่องพวกนี้ด้วย จึงเกิดความสนใจและอยากเข้าร่วมอบรมมากๆ และเราก็จะได้ถือโอกาสมาสำรวจวัดนี้อีกสักครั้งว่าสอนบิดเบือนไปจากคำสอนพระพุทธเจ้าหรือไม่ ใต้ถุนโบสถ์มีอาวุธหรือไม่ มาแล้วจะโดนล้างสมองอย่างไร 

สวมวิญญาณเป็นนักสืบ เพราะด้านที่ดีก็มีมากมาย ด้านที่ไม่เคลียร์ก็อีกเยอะ เพราะข้าพเจ้าได้คำตอบให้ตัวเองหลายอย่างที่สงสัยมาหลายปีเกี่ยวกับวัดนี้ ได้มีความสุขจากการปฏิบัติธรรม ได้ฟังธรรมะที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ได้ฝึกนิสัยความคำสอนของครูบาอาจารย์วัดนี้ คือ วินัย เคารพ อดทน ความสะอาดมาระเบียบ  การทำให้ดีกว่าที่เคยทำอยู่ ได้มิตรภาพและเพื่อนที่ดีมากมาย ที่สำคัญทำให้ข้าพเจ้า ไม่ทราบถึงเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือ เกิดมาสร้างบารมี ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ตลอดระยะเวลา ๔๕ วัน คุ้มค่ามากๆกับการที่เราตัดสินใจมากร่วมโครงการนี้เพราะสละเวลาเพียง ๔๕ วันแต่ใช้ได้ทั้งชีวิต หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้เข้ามาศึกษาธรรมะที่วัดนี้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเกือบ ๑๕ ปี
ทำไมข้าพเจ้าถึงเคารพ-รัก-ศรัทธาหลวงพ่อธัมมชโย?
ถ้าจะถามว่าทำไมข้าพเจ้าถึงเคารพ-รัก-ศรัทธาพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยมากขนาดนี้ ก็เพราะท่านเป็นพระแท้ ปฏิบัติตนตามคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาโดยตลอด ท่านเป็นผู้ที่มีจิตเมตตาต่อชาวโลกอย่างมามหาศาล ดูได้จากโครงการต่างๆที่ท่านดำริขึ้นมานั้น ล้วนเป็นไปเพื่อความสุข ความสงบ และสันติภาพอย่างแท้จริง ท่านมีความปรารถนาที่ชัดเจนคือ ให้ชาวโลกได้เข้าถึงสันติสุขภายใน มีความรู้ความเข้าใจในโลกและชีวิต รู้จักการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ท่านต้องเสียสละเวลาและสุขภาพของท่าน ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยทุกวัน เนื่องจากวัดพระธรรมกายไม่ใช่เพียงแค่วัดของชาวไทยเท่านั้น ท่านส่งพระภิกษุไปทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก จึงทำให้วัดพระธรรมกายเป็นวัดของชาวโลก นอกจากภารกิจฟื้นฟูพระพุทธศาสนาแล้ว งานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ท่านก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่มาโดยตลอด ทั้งในและต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมีเมตตา มีน้ำใจของท่านอย่างมาก
ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์แทนคำพูดนับล้าน
ที่สำคัญท่านไม่ได้ทำเพียงลำพัง ท่านชักชวนและฝึกทุกคนให้มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมโลก ท่านส่งเสริมการทำงานเป็นทีมไม่ใช่ one man show ท่านจะมีคำพูดที่ให้กำลังใจทุกๆคนตลอดเวลา ท่านมีความรู้ความสามารถในหลายๆ ด้าน แต่ท่านแสดงออกอย่างอ่อนโยน ไม่โอ้อวด ไม่เคยว่าร้ายใคร จับผิดใครเลย เมื่อเกิดปัญหาท่านกลับให้ใช้ธรรมะมาแก้ไขปัญหาและมองตัวเอง พัฒนาตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นไป โดยไม่ได้เริ่มจากการโทษผู้อื่น ซึ่งดูจะตรงข้ามกับพระแสสังคมปัจจุบันที่มีแต่ใส่ร้ายจับผิดผู้อื่น “จากการกระทำ นำมาสู่คำสอน” จึงทำให้ชาวโลกพิสูจน์ได้ว่าท่านเป็นต้นแบบที่ดีจริงเป็นครูบาอาจารย์ที่หาได้ยาก เป็นพระแท้ที่น่าเคารพศรัทธา เมื่อปฏิบัติตาม ทุกคนก็จะพบความสุข ความสำเร็จในชีวิตทุกคน

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปัญญาชนทั้งหลายถึงเลือกที่จะมาบวชที่วัดนี้ มาอุทิศชีวิตช่วยงานพระศาสนาที่วัดนี้มากมายหลายพันชีวิตและชาวโลกต่างยกย่องวัดนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของโลก จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา๑๕ ปีที่ผ่านมานอกจากตัวข้าพเจ้าจะมีความสุข มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตมีเพื่อนที่ดีมากมายแล้ว ที่สำคัญคือครอบครัว-หมู่ญาติและเพื่อนๆคนรอบตัวของข้าพเจ้าทุกคนล้วนมีความสุขจากการที่ได้มาวัดพระธรรมกาย ได้ปฏิบัติธรรม ได้ศึกษาธรรมะตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยและพระอาจารย์ทุกรูป ทำให้ทุกคนมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน มีการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ทุกคนมีความรักและสามัคคีกันซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินมากเท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า และทั้งหมดนี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้า เคารพ-รัก-ศรัทธา พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยตลอด ๑๕ ปีและตลอดไป